10.10 เพาเวอร์บาย อดีตกับปัจจุบัน

เตรียมตัวเข้าสู่ 10.10 เพาเวอร์บาย กันแล้ว จริงๆ แล้วก่อนที่จะมาถึงเทศกาล 10.10 เพาเวอร์บาย นั้น ดูเหมือนว่าในอดีตยุทธศาสตร์การก้าวสู่การเป็นค้าปลีกแบบ O2O หรือออฟไลน์ ทู ออนไลน์ ของกลุ่มเซ็นทรัลกำลังถูกลงรายละเอียดในธุรกิจค้าปลีกแต่ละตัวในกลุ่ม ล่าสุด เพาเวอร์บาย ร้านค้าปลีก Category Killer เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ออกมาประกาศถึงแผนกลยุทธ์การทำตลาดพร้อมเป้าหมายว่า จะมุ่งเป้าใหญ่ไปสู่การเป็นผู้นำในการเป็นร้านค้ารูปแบบออมนิแชนแนล ที่ให้บริการผ่านทั้งร้านค้าในรูปแบบออนไลน์ และออนไลน์ ที่เป็น Best Omni Channel Experience 

10.10 เพาเวอร์บาย

ธีรินทร์ คูสมิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด บอกกับเราว่า เพาเวอร์บาย เริ่มทำตลาดผ่านช่องทางขายแบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ www.powerbuy.co.th เมื่อ 2 – 3 ปีที่แล้ว จากจุด เริ่มต้นในปีแรกๆ ที่มีสัดส่วนการขายในช่องทางออนไลน์ไม่ถึง 2% มีการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนการขายเป็น 5% ในปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม เพาเวอร์บาย ไม่ได้เน้นการขายไปที่ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่จะมีการ Seamless แบบไร้รอยต่อเพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงการช้อปของลูกค้าให้ง่ายยิ่งขึ้น โดยช่องทางออนไลน์จะเข้ามาช่วยในการเข้า ถึงกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่บางส่วนยังไม่เคยเข้ามาใช้บริการในสโตร์ของเพาเวอร์บายได้มากขึ้น

ย้อนหลังไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ทศ จิราธิวัฒน์ ซีอีโอของกลุ่มเซ็นทรัล ออกมาประกาศแผนและทิศทางการดำเนินธุรกิจของตัวเองว่า กลุ่มเซ็นทรัลจะไม่ใช่แค่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกในรูปแบบเดิมๆ แต่จะขับเคลื่อนอยู่บนแพลตฟอร์มที่มีทั้งดิจิทัล แพลตฟอร์ม และฟิสิกคัล แพลตฟอร์ม หรือสาขาในรูปแบบออฟไลน์ ซึ่งแน่นอนว่า O2O คือเป้าหมายสำคัญที่ค้าปลีกในเครือทั้งหมดจะมุ่งไป

ทศ มองเห็นจุดแข็งของกลุ่มเซ็นทรัลในการมี ฟิสิกคัล แพลตฟอร์ม กระจายอยู่ทั่วประเทศจำนวนมากจะเข้ามาช่วยเพิ่มแรงส่งในการทำให้ดิจิทัล แพลตฟอร์ม หรือออนไลน์ แพลตฟอร์มที่ทำมีจุดแข็งเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าจะเข้ามาหาหรือใช้บริการค้าปลีกในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลโดยใช้ระยะเวลาในการเดินทาง 30 นาที แต่หลังจากที่ O2O มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น ค้าปลีกในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลสามารถเพิ่มโอกาสในการเข้าหาลูกค้า แทนที่จะรอให้ลูกค้าเข้ามาหาเพียงอย่างเดียว

ในการที่จะทำให้ O2O มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นนั้น กลุ่มเซ็นทรัล มีการปรับฟอร์แมตของสาขาในรูปแบบออฟไลน์ให้เข้ากับแต่ละโลเกชั่น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะกับตัวศูนย์การค้าที่เข้ามาทำหน้าที่เป็น “หัวลาก” สำคัญในการนำร้านค้าปลีกในเครือให้กระจายออกไปยังทั่วประเทศ

ทำให้ศูนย์การค้าในเครือของกลุ่มเซ็นทรัลมีออกมาค่อนข้างหลากหลาย ทั้งที่เป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่างเซ็นทรัลเฟสติวัล เซ็นทรัลพลาซา ที่เจาะเข้าไปยังหัวเมืองขนาดใหญ่ ศูนย์การค้าขนาดกลางอย่างโรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เจาะเข้าไปในหัวเมืองรอง และท็อปส์ พลาซ่า ศูนย์การค้าไซส์เล็ก ที่เป็นหัวหอกในการเข้าไปสู่จังหวัดเล็กๆ หรืออำเภอขนาดใหญ่ที่ศูนย์การค้า 2 แบรนด์แรกขยายเข้าไปไม่ได้ เนื่องจากมีกำลังซื้อไม่มากพอ

การมีฟอร์แมตของศูนย์การค้าที่หลากหลายนี้ เข้ามาเป็นหัวใจสำคัญต่อการทำตลาดของเพาเวอร์บายด้วย โดยเพาเวอร์บายมีการปรับฟอร์แมตของสาขาให้สอดรับกับแผนดังกล่าว เพราะการขยายสาขาส่วนใหญ่ของเพาเวอร์บาย จะออกไปพร้อมกับศูนย์การค้าในเครือของกลุ่มเซ็นทรัล

ปัจจุบันเพาเวอร์บายมีสาขาทั้งหมด 106 สาขาทั่วประเทศ มี 3 ฟอร์แมต คือขนาดพื้นที่ขาย 4,000 – 5,000 ตารางเมตรที่เป็นสาขาขนาดใหญ่ สาขาไซส์กลางที่มีพื้นที่ขาย 2,000 – 3,000 ตารางเมตร และไซส์เล็กขนาดพื้นที่ขายต่ำกว่า 1,000 ตารางเมตรลงมาที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8 สาขา อาทิ สาขาที่เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ อ่อนนุช และสาขาที่ออกไปพร้อมกับศูนย์การค้าท็อปส์พลาซ่า โดยแนวโน้มของการขยายสาขานั้น จะยังคงมีออกมาอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 8 – 10 สาขา เพราะมองว่า สาขาที่เป็นฟิสิกคัล สโตร์ นั้น

ยังคงจำเป็นต่อการทำตลาดในรูปแบบของ O2O โดยในสาขาขนาดเล็กที่มีพื้นที่ขายไม่มากนัก จะมีการใช้ตัว E – Ordering มาใช้ โดยลูกค้าสามารถสั่งสินค้าผ่านทางช่องทางดังกล่าวได้ เนื่องจากมีจำนวนเอสเคยูของสินค้าไม่มากเท่าสาขาขนาดใหญ่ โดย E – Ordering นี้ จะเป็นอีกขั้นของการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ต่อจาก Click and Collect หรือสั่งออลไลน์แล้วค่อยมารับสินค้าร้าน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *