โทรศัพท์ซัมซุงยักษ์ใหญ่แห่งวงการไอที

โทรศัพท์ซัมซุง

Samsung ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในบริษัทไอทียักษ์ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกคนอาจจะรู้ว่า โทรศัพท์ซัมซุง เป็นผู้นำในตลาดหรือแม้กระทั่ง ทีวี เครื่องซักผ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ สากกะเบือยันเรือรบ แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้ว Samsung ไม่ได้มีรายได้หลักมาจากธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น      

ย้อนไปได้ไกลถึงเมื่อกว่า 90 ปีก่อน บริษัทนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 1 มีนาคม 1938 โดย เบือง ชุล ลี และในตอนแรก Samsung ไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับความไฮเทคเลยแม้แต่น้อย เป็นเพียงแค่บริษัทส่งออกสินค้าเท่านั้น พวกปลาแห้ง ผัก ผลไม้ ไม่ได้มีการนำชิปไปติดตั้งใส่สินค้าแต่อย่างใด และจากนั้นก็เริ่มหันมาทำธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอีกนิด นั่นคือธุรกิจสิ่งทอ   แต่หลังจากนั้นอีกราวๆ 10 ปีให้หลัง บริษัทก็เริ่มก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยการผลิตทีวีขาวดำออกจำหน่ายเป็นครั้งแรก

และพอถึงปี 1980 ก็เริ่มเข้ามาทำธุรกิจที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่บริษัททำอย่างโดดเด่นในปัจจุบันมากที่สุด ธุรกิจ โทรศัพท์ซัมซุง นับตั้งแต่นั้นมา Samsung ก็ขึ้นมาเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า จอแอลซีดี (ที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือยี่ห้ออื่น) รวมถึงเป็นผู้นำในด้านธุรกิจชิปอีกด้วย แม้กระทั่ง Apple คู่ปรับตลอดกาลของบริษัทก็ยังเคยสั่งซื้อชิปของ Samsung มาใส่ในโทรศัพท์ของตัวเองด้วยซ้ำไป เห็นได้ชัดว่าบริษัทนี้มีความยิ่งใหญ่กว่าที่เราคิด  

Samsung นั้นใหญ่เสียจนต้องเป็นบริษัทมหาชนอย่างไม่ต้องสงสัย บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้เมื่อปี 2003 จากวันที่ยังเป็นร้านขายของสู่วันที่เป็นบริษัทไฮเทคระดับโลก Samsung สามารถสร้างรายได้ในปีล่าสุดได้สูงถึง 244 ล้านล้านวอน หรือคิดเป็นเงินกว่า 210,000 ล้านเหรียญเลยทีเดียว

สำหรับรายได้ทั้งหมดของบริษัท แน่นอนว่ารายได้หลักมาจากโทรศัพท์มือถือในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมด ส่วนรายได้รองลงมานั้นมาจากธุรกิจชิปและเซมิคอนดักเตอร์ ส่วนที่เหลือคือรายได้จากเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ นั่นแปลว่าธุรกิจโทรศัพท์มือถือที่เราคุ้นเคยที่สุดยังเป็นภาพเพียงครึ่งหนึ่งของความเป็น Samsung เท่านั้น  

Samsung ครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลก (คิดเป็นจำนวนเครื่อง)   แต่แม้บริษัทแห่งนี้จะใหญ่ระดับโลกแค่ไหนก็ย่อมต้องมีคู่แข่ง ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคู่ปรับตลอดกาลอย่าง Apple แต่นอกจากโทรศัพท์มือถือค่ายผลไม้ ช่วงหลัง ๆ เราจะเห็นแบรนด์มือถือจากจีนเข้ามาตีตลาดอย่างหนักหน่วง หลัๆ ก็คือ Xiaomi และ Huawei จนตอนนี้ส่วนแบ่งตลาดของ Apple ลดลงมาสักพักหนึ่งแล้ว  

แม้โชคจะยังเข้าข้าง Samsung อยู่บ้างที่รักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ได้ แต่ถ้าคู่แข่งยังเข้ามาตีตลาดธุรกิจมือถือมากขึ้นในอนาคต (ไม่ใช่แค่ธุรกิจมือถือ ธุรกิจการผลิคชิปก็โดนด้วยเช่นกัน) มันย่อมกระทบต่อรายได้ของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัย

นอกจากนั้น ปัญหาในเรื่องของความปลอดภัยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระทบต่องบการเงินของบริษัท ถ้ายังจำกันได้ มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โทรศัพท์รุ่น Samsung Galaxy Note 7 เกิดระเบิดหลายเครื่องจนต้องเรียกคืนสินค้าทั่วโลก ก็ทำให้กำไรของ Samsung ในไตรมาสนั้นลดลงถึง 30% เลยทีเดียว   และอย่าลืมว่า ด้วยความที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงของรวดเร็วในอุตสาหกรรมนี้เองก็เป็นความเสี่ยงอีกอย่างที่ทำให้นักลงทุนต้องระวัง รายได้และกำไรของบริษัทอาจเติบโตอย่างต่อเนื่องก็จริงอยู่ แต่ขึ้นชื่อว่าเทคโนโลยี อะไรมันก็เกิดขึ้นได้เสมอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *