กว่าจะมาเป็นหัวเว่ย p30 และอนาคตที่คาดหวัง

หลายปีก่อนเมื่อเอ่ยชื่อ “หัวเว่ย” (Huawei) ผู้บริโภคส่วนใหญ่สงสัยว่าคืออะไร ออกเสียงยากจัง แล้วคุณภาพจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป จากแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ทั้งยังไม่ติด Top of mind brand ในตลาดสมาร์ทโฟน  ปัจจุบันกลับกลายเป็นแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลระดับโลก และเป็นหนึ่งในแบรนด์สัญชาติจีนที่ช่วยพลิกภาพลักษณ์ Made by China ให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก จากการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นฮิต ใน 2019 อย่าง หัวเว่ย p30 ที่ทำให้เป็นจุดสนใจและ ถูกพูดถึงอย่างมาก บอกได้เลยว่าในอนาคตส่วนแบ่งการตลาดของยี่ห้อนี้น่ากลัวจริงๆ

หัวเว่ย p30

ด้วยในบรรดาผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลก มีเพียง 2 แบรนด์ที่ผลิตและทำตลาดครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ตลาดพรีเมียม (ราคาตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป) – ตลาดกลาง (ราคา 7,000 – 10,000 บาท) – ตลาดล่าง (ราคา 5,000 บาทลงมา) คือ “ซัมซุง” และ “หัวเว่ย” โดย Product Portfolio ของ “หัวเว่ย” ประกอบด้วย ตลาดพรีเมียม วาง 2 ซีรีย์ร่วมกันตีตลาด บนจุดขายที่แตกต่างกัน นั่นคือ “Mate Series” เน้นฟังก์ชั่นการใช้งานเชิง Business และ “P Series” (ไล่ตั้งแต่ หัวเว่ย p30 , หัวเว่ย p40 ..) ซึ่งเน้นการถ่ายภาพ

ขณะที่ตลาดกลาง ซึ่งถือเป็นฐานใหญ่ของตลาดในเมืองไทย ใช้ 2 รุ่นบุกตลาด คือ “GR Series” ระดับราคา 7,000 – 8,000 บาท และ “Nova 2i” ราคา 10,900 บาท ชูจุดขายฟังก์ชั่นครบ ในราคาจับต้องได้ ส่วนตลาดล่างใช้ตระกูล “Y Series” รุกตลาด

อีกทั้ง กลยุทธ์ราคาเป็นอีกจุดขายหลักที่ทำให้ “หัวเว่ย” แจ้งเกิด และเติบโตได้รวดเร็ว เพราะนำเสนอการเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนคุ้มค่าคุ้มราคาในแต่ละเซ็กเมนต์ ด้วยฟังก์ชั่นที่ครบ และให้มากกว่าคู่แข่ง ในระดับราคาที่คุ้มกว่า นี่จึงทำให้ “หัวเว่ย” ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิม ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ที่ “เปลี่ยนใจ” จากแบรนด์อื่น หันมาใช้สมาร์ทโฟนแดนมังกรแบรนด์นี้

นอกจากนี้ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ทุกวันนี้ต้องสร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ แล้วผสานกำลังร่วมกัน อย่างที่ผ่านมาปัจจัยที่ทำให้ชื่อของ “หัวเว่ย” เป็นที่ยอมรับ นอกจากทุ่มพัฒนาเทคโนโลยีแล้ว อีกส่วนหนึ่งคือ การได้พันธมิตรธุรกิจที่ลงตัว โดยเฉพาะการจับคู่กับ “Leica” แบรนด์ผู้ผลิตกล้องและเลนส์ระดับโลก มาร่วมกันพัฒนากล้องในตระกูล “Mate Series” และ “P Series” อีกทั้งยังได้ทำแบรนด์ดิ้งร่วมกัน ซึ่งเป็นวิธี Short cut ช่วยสร้างการรับรู้ให้แบรนด์ “หัวเว่ย” และ “เทคโนโลยี” ติดตลาดเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ด้านบริการของ Huawei ในประเทศไทย Huawei ได้ร่วมมือกับ Huawei Consumer Business Group Thailand สู่คอนเซ็ปต์ one plus one หรือ 1+1 เปิดโอกาสให้คนไทยเข้ามาร่วมบริหาร ด้วยอำนาจในการตัดสินใจเท่ากับผู้บริหารจากจีน เพื่อให้ Huawei มีความเข้าใจตลาด และพฤติกรรมของผู้บริโภคท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งกลยุทธ์นี้ทำให้สามารถสร้างช่องทางขายได้ครอบคลุมมากกว่า 80% เพิ่มความสะดวกและการเข้าถึงสินค้าให้กับผู้บริโภค จากแบรนด์ช็อป จากเดิมมีประมาณ 30 ช็อป และจะขยายให้ได้ 140 ช็อป

Huawei ได้ขยายแบรนด์ช้อปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนาบริหารหลังการขาย และเริ่มให้บริการ Door 2 Door Service หรือการส่งพนักงานไปรับ ส่งสินค้าที่ส่งซ่อมฟรี มุ่งหน้าขยายบริการลักษณะเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความสะดวกที่สุดให้ลูกค้าในทุกระดับ

ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่า Huawei เน้นความครอบคลุม เข้าถึง จึงสามารถซื้อใจผู้บริโภคได้ทุก Segment กลายเป็นม้ามืดในตลาดสมาร์ทโฟน เตรียมพุ่งทะยานขึ้นมาสู่ Top of mind brand และในอนาคตอาจจะสามารถแซง iPhone รอง Samsung ได้!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *