6 ตุลา 2519 ..ตู้แช่แข็งความคิด!

เมื่อ 6 ตุลา 2519 ทว่าประวัติศาสตร์หน้านี้ยังมืดมิด เปรียบเสมือน ตู้แช่แข็ง ความคิด! ที่ไม่อาจจะเปิด ตู้แช่แข็ง นี้ออกมาให้ใครได้รับรู้ได้ ? เหตุการณ์ในวันนั้นไม่เคยถูกชำระสะสางอย่างจริงจัง ปริศนาที่ว่าใครคือผู้บงการยังไม่คลี่คลาย ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ราย จาก 45 รายยังไม่อาจระบุตัวตนได้

ตู้แช่แข็ง

จากจุดเริ่มต้นของผู้คนที่มาชุมนุมประท้วงการกลับเข้าประเทศของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ถูกขับไล่ออกนอกประเทศเมื่อปี 2516 พัฒนาสู่ข้อกล่าวหาว่าขบวนการนักศึกษา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เป็น “คอมมิวนิสต์” และ “ซ่องสุมและสะสมอาวุธ” ไว้ภายในมหาวิทยาลัย นำไปสู่การเปิดฉากสังหารหมู่

บีบีซีไทยสนทนากับ 2 ผู้มีประสบการณ์ตรงใน 6 ตุลา 2519 และเหตุการณ์ต่อเนื่อง คนหนึ่งคือ ศ. กิตติคุณ ดร. ธงชัย วินิจจะกูล แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ ม. วิสคอนซิน-แมดิสัน อดีตผู้นำนักศึกษาและผู้ปราศรัยคนสุดท้ายบนเวทีชุมนุม อีกคนคือ ศ.ดร. เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์ อดีต สหาย” ที่เข้าป่าจับอาวุธ เพื่อให้ “ความทรงจำ” ของพวกเขาได้ส่งเสียง และเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้เกิด “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อีก

เราจะเห็นได้ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นผลผลิตอันสืบเนื่องจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อขบวนการนักศึกษาได้รับชัยชนะในการต่อสู้ และนำมาซึ่งกระแสการตื่นตัวด้านประชาธิปไตยครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งในกระแสดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการตื่นตัวอย่างมากของประชาชนกลุ่มต่างๆ การต่อสู้เพื่อสิทธิของประชาชนชนชั้นล่าง ทั้งกรรมกร ชาวนา และกลุ่มสังคมอื่นๆ เกิดขึ้นเป็นระลอกคลื่น

นอกจากนี้ ยังมีกระแสต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริกา รวมทั้งกระแสแห่งการขยายตัวของแนวคิดสังคมนิยม ซึ่งเป็นแนวคิดที่วิพากษ์สังคมเก่า เสนอทางออกใหม่แก่สังคม และนำมาซึ่งการเรียกร้องการปฏิวัติวัฒนธรรม สร้างวัฒนธรรมใหม่ที่รับใช้ประชาชน เป็นต้น ซึ่งเป็นกระแสคลื่นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

กระแสต่างๆ เหล่านี้ ผ่านเข้ามาในสังคมไทย ซึ่งเคยเป็นสังคมที่มีโครงสร้างแบบอนุรักษนิยม ชนชั้นนำที่กุมอำนาจรัฐนั้นไม่คุ้นเคยกับประชาธิปไตยที่จะเปิดให้ประชาชนมีเสรีภาพในการต่อสู้เพื่อสิทธิของตนเอง คุ้นเคยแต่กับการใช้อำนาจเผด็จการ คุมอำนาจเหนือประชาชนที่ภักดีและว่านอนสอนง่าย เชื่อในสิ่งเดียวกับชนชั้นนำ และปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐ ชนชั้นนำไทยจึงรู้สึกตระหนกและไม่เข้าใจกระแสเช่นนี้ เข้าใจไปว่ากระแสก้าวหน้าเหล่านี้ จะบั่นทอนความมั่นคงของแห่งสถานะของตน ยิ่งกว่านั้น ความรู้สึกไม่มีเสถียรภาพ หวาดวิตกในกระแสการเปลี่ยนแปลงของประเทศเพื่อนบ้าน

 เกรงว่าขบวนการนักศึกษาจะเป็นตัวการก่อให้เกิดการปฏิวัติในลักษณะเดียวกันในสังคมไทย นำมาซึ่งการวางแผนที่จะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ แต่ชนชั้นนำของไทยนั้นก็ไม่มีบทเรียน ไม่รู้จักการแก้ปัญหาทางการเมืองกับฝ่ายประชาชนอย่างสันติวิธี และทำอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากวางแผนรัฐประหาร ดังนั้น จึงได้ใช้วิธีการที่เคยชิน คือใช้ความรุนแรงในการสกัดกั้นและปราบปราม แล้วสร้างเงื่อนไขในการยึดอำนาจโดยกองทัพ

ดังนั้น แผนการก่อการรัฐประหารและเตรียมการที่จะสังหารนักศึกษาได้เตรียมการมาตั้งแต่ก่อนแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2517 เมื่อเกิดกรณีพลับพลาไชยขึ้น กรณีนี้ก็ได้เห็นถึงความพร้อมของอำนาจรัฐที่จะใช้ความรุนแรงต่อฝ่ายประชาชน หลังจากนั้นก็เริ่มมีการจัดตั้งกองกำลังฝ่ายขวา และกลุ่มอันธพาลการเมืองขึ้น แล้วใช้ความรุนแรงสกัดกั้นการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษา และได้เกิดการสังหารฝ่ายนักศึกษา นักการเมืองฝ่ายสังคมนิยม และผู้นำชาวนาเกือบตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็ได้เริ่มมีการสร้างสถานการณ์ต่างๆ เพื่อหาทางปราบปรามฝ่ายนักศึกษาประชาชน รวมทั้งการปิดล้อมการประชาสัมพันธ์ของขบวนการนักศึกษา แล้วทำลายภาพลักษณ์ของฝ่ายนักศึกษา

แม้กระทั่งมีการเชื่อมโยงหลายครั้งว่า ฝ่ายนักศึกษามีเป้าหมายจะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ประชาชนรังเกียจชิงชังขบวนการนักศึกษา หรืออย่างน้อยก็สับสนไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้ไม่ให้การสนับสนุนฝ่ายนักศึกษา การกระทำเช่นนี้มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญแต่มีการวางแผนและกำหนดการล่วงหน้าทั้งสิ้น

หลังจากที่ได้มีการเตรียมการเรียบร้อย ใน พ.ศ.2519 ก็ได้เริ่มมีการวางเงื่อนไขรัฐประหาร ในส่วนการปราบปรามก็ได้มีการเตรียมไว้ก่อนเช่นกัน จึงได้มีการนำเอาจอมพลประภาส จารุเสถียร และจอมพลถนอม กิตติขจร เข้ามาในประเทศตามลำดับ เพื่อสร้างสถานการณ์ปราบปรามและก่อรัฐประหาร และเงื่อนไขดังกล่าวสมบูรณ์เมื่อเกิดกรณีใส่ร้ายป้ายสีนักศึกษาในกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช จึงได้ปลุกระดมประชาชนขึ้นมาต่อต้านนักศึกษาในวันที่ 5 ตุลาคม 2519 และใช้ความรุนแรงของอำนาจรัฐเข้าปราบปรามนักศึกษาประชาชนในเวลาเช้าวันที่ 6 ตุลาคม และก็ก่อการรัฐประหารฟื้นเผด็จการในเย็นวันเดียวกันนั้นเอง

อนึ่ง คำกล่าวหาเรื่องนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีอาวุธร้ายแรง และใช้อาวุธดังกล่าวตอบโต้เจ้าหน้าที่ทำให้เจ้าหน้าที่และประชาชนเป็นจำนวนมากเสียชีวิตเป็นเรื่องที่ปราศจากหลักฐานโดยสิ้นเชิง ความจริงนั้นฝ่ายนักศึกษาในธรรมศาสตร์มีเพียงอาวุธป้องกันตัวเพียงเล็กน้อย และแทบมิได้ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตแต่ประการใด ส่วนข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้นเป็นข้อหาใส่ร้ายป้ายสีอย่างแท้จริง เพราะในขณะนั้นขบวนการนักศึกษากำลังอยู่ในระหว่างรณรงค์ขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร การก่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆ เลยต่อการดำเนินการกับจอมพลถนอม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *