เปิดตำนาน ไอโฟน6 ตังแต่รุ่นจนปัจจุบัน ตอนที่ 3

ไอโฟน6 s

ไอโฟน6 s และ iPhone 6S Plus เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 10 และ 11 ในตระกูล iPhone หลังจากที่ Apple ประสบความสำเร็จในการจัดจำหน่าย iPhone 6 และ iPhone 6 Plus Apple เลย เลือกที่จะใช้ชื่อ ไอโฟน6 s กับ iPhone รุ่นใหม่ในการเปิดตัวเพื่อเป็นการสานต่อความสำเร็จของ iPhone 6 โดยให้ชื่อรุ่นว่า iPhone 6S และ iPhone 6S Plus

                iPhone 6S และ iPhone 6S Plus เปิดตัวเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2558 สิ่งที่เพิ่มเข้ามาสำหรับ iPhone รุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นนี้คือสีของตัวเครื่องที่ Apple ได้เพิ่มเข้ามาหนึ่งสีคือ สีทองกุหลาบ (โรสโกลด์) จากเดิมที่มีสีเงิน สีเทาสเปซเกรย์ และสีทอง iPhone 6S และ iPhone 6S Plus มีการออกแบบคล้ายคลึงกับ iPhone 6

แต่สิ่งที่ทาง Apple ได้มีการการปรับเปลี่ยนก็คือวัสดุที่ใช้ในการผลิตให้มีคุณสมบัติที่แข็งแรงมากยิ่งขึ้น ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ A9 และมีการเพิ่มความสามารถของกล้องถ่ายรูปด้านหลังจาก 8 ล้านพิกเซลเป็น 12 ล้านพิกเซล โดยสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด 4K ส่วนกล้องหน้าจากความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล เป็นความละเอียด 5 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มเข้ามาคือระบบสัมผัสแบบ 3D Touch

                iPhone SE เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 12 ของตระกูล iPhone เปิดตัวเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559 มีแรงบัลดาลใจในการพัฒนาต่อยอดมาจาก iPhone 5S โดยมีขนาดหน้าจอแสดงผลอยู่ที่ 4 นิ้ว และมีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนกับ iPhone 5S เกือบทั้งหมด แต่สิ่งที่แตกต่างจาก iPhone 5S ก็คือฮาร์ดแวร์ที่นำฮาร์ดแวร์ของ iPhone 6S มาใส่ไว้ใน iPhone SE ถ้ามองให้เห็นภาพมากขึ้นก็คือ iPhone 5S ที่อัพเกรดฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ของ iPhone 6S จะมีที่แตกต่างก็คือกล้องหน้าที่มีความละเอียดเพียง 1.2 ล้านพิกเซล แต่ใน iPhone 6S มีความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

                iPhone 7 และ iPhone 7 plus เป็นสมาร์ทโฟนเป็นรุ่นที่ 13 และ 14 ของตระกูล iPhone เปิดตัววันที่ 7 กันยายน 2559 ในรุ่นนี้เพิ่มสีดำด้าน และสีดำเงาเพิ่มเข้ามาอีก ด้านความสามารถของ iPhone ทั้ง 2 รุ่นนี้ที่เพิ่มเข้ามาก็คือความสามารถในการป้องกันน้ำและป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 และชิปเซ็ตรุ่นใหม่ A10 Fusion

                นอกจากนี้ในรุ่น iPhone 7 Plus ยังมีการปรับปรุงกล้องถ่ายรูปด้านหน้าให้มีความละเอียดมากขึ้นจากความละเอียด 5 ล้านพิกเซลเป็น 7 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องถ่ายรูปด้านหลังมีความละเอียดเท่ากับ iPhone 6S แต่มีการเพิ่มเลนส์สำหรับการถ่ายรูปเข้าไปอีก 6 เลนส์ รูรับแสง f/1.8 แต่สำหรับ iPhone 7 Plus นั้นได้มีการเพิ่มกล้องถ่ายรูปคู่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มาพร้อมกับเลนส์ telephoto ทำให้สามารถซูมแบบ optical zoom ได้ 2 เท่า และซูมแบบ digital zoom ได้ 10 เท่า รูรับแสง f/2.8

                iPhone 8 และ iPhone 8 Plus เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 15 และ 16 ของตระกูล iPhone เปิดตัววันที่ 12 กันยายน 2560 พร้อมกับ iPhone X สมาร์ทโฟนระดับ Hi-End iPhone 8 และ iPhone 8 Plus มีการออกแบบที่เหมือนกับ iPhone 7 และ iPhone 7 Plus สิ่งที่แตกต่างออกไปก็คือการเพิ่มกระจกนิรภัยทั้งด้านหน้าและด้านหลังทำให้ iPhone 8

และ iPhone 8 Plus มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น แต่ฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่างมากก็คือ การชาร์จแบบไร้สาย นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มความสามารถของกล้องถ่ายรูปให้สามารถถ่ายรูปในโหมดที่หลากหลายขึ้นและใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ระดับ Apple A11 Bionic ที่ช่วยให้การทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ให้น้อยที่สุด

                และล่าสุด iPhone X (X อ่านว่า “เท็น” ที่มีความหมายคือ 10) เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นที่ 17 ของตระกูล iPhone เปิดตัววันที่ 12 กันยายน 2560 iPhone X ถูกยกให้เป็นสมาร์ทโฟนระดับ Hi-End ที่มีเทคโนโลยีอันล้ำสมัย โดยออกแบบหน้าจอแสดงผลแบบ OLED ขนาด 5.8 นิ้ว มีความละเอียด 2,436 × 1,125 พิกเซล ดีไซน์ให้มีขอบจอที่เล็กลง ตัดปุ่มด้านหน้าของเครื่องออกเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งานหน้าจอแสดงผลให้มากขึ้น  มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ ประกอบด้วยเลนส์มุมกว้างความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8

                ซึ่งประกอบด้วยชุดเลนส์หกชิ้น ที่มาพร้อมกับเลนส์ telephoto รูรับแสง f/2.4 และมี Flash LED แบบทรูโทน ส่วนกล้องหน้า “TrueDepth” มีความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2 และมีเทคโนโลยีจดจำใบหน้า ซึ่งใช้ร่วมกับแอนิโมจิ และ Face ID การปลดล็อคด้วยใบหน้า ส่วนระบบการชาร์จจะเป็นสนับสนุนเทคโนโลยีชาร์จแบบเร็วได้แล้วในพอร์ต Lightning สำหรับ iPhone X ถือได้ว่าเป็นสมาร์ทโฟนที่ครบครันในการถ่ายรูปเป็นอย่างมากเพราะมีเหล่าฟีเจอร์ที่คอยสนับสนุนในการถ่ายรูปเป็นอย่างมาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *